Easterlies

"Easterlies" refers to winds that blow from east to west. In this Easterlies series of articles, we handpick unique perspectives from literature on management and leadership from both the West and the East and curate them into easily digestible, three-minute articles that bring you inspiration on these important topics.


ก้าวแรกสู่การสร้างความสัมพันธ์ใหม่: ความสัมพันธ์ (Relationality) คืออะไร?

ก้าวแรกสู่การสร้างความสัมพันธ์ใหม่: ความสัมพันธ์ (Relationality) คืออะไร?
Send by e-mail Copy the link
Copied Copy failed

ในปี 2011 มีวิทยานิพนธ์หนึ่งชื่อ "Collective Impact" ถูกตีพิมพ์ใน Stanford Social Innovation Review ซึ่งเป็นสื่อสำหรับผู้นำที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคม และเป็นสื่อที่กำลังฉลองครบรอบ 20 ปีในปีนี้ (ปี2023) ในวิทยานิพันธ์นั้น มีข้อความที่กล่าวไว้ว่า

"สังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตราบใดที่ผู้เล่นจากภาคส่วนต่างๆไม่ทำงานร่วมกัน"

ข้อความอันทรงพลังนี้ดึงดูดความสนใจจากโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว มีการดาวน์โหลดวิทยานิพนธ์ฉบับนี้มากกว่า 1 ล้านครั้งนับจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังนำไปอ้างอิงในวารสารวิชาการมากกว่า 2,400 ครั้ง (*1)

แม้ว่าหลายๆบริษัทจะตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกัน (Collaboration) เช่น "ความร่วมมือระหว่างแผนก" และ "การบูรณาการกับภาคธุรกิจอื่นๆ" แต่เพราะเหตุใด "ความร่วมมือใหม่ๆ" จึงไม่เกิดขึ้นบ่อยเท่าที่คิด?

ในเดือนนี้ บทความของเราจะโฟกัสเรื่อง "ความสัมพันธ์ (Relationality)" ที่เป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนานี้

"ทำไมเราจึงไม่กระโจนเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่ทันที?"

"การทำงานร่วมกัน (Collaboration) ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงแค่การมาเจอกันเท่านั้น"

Adam Seth Levine เป็นผู้กล่าวข้อความข้างต้นนี้ เขาเป็นนักสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social innovator) และทำกิจกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคม

ในช่วง 10 เดือนแรก มีผู้ใช้งาน 388 รายลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มที่เขาสร้างขึ้น ผู้ใช้งานเหล่านี้กรอกประวัติและเขียนแสดงความปรารถนาเกี่ยวกับกิจกรรม แต่ในความเป็นจริง มีผู้ใช้งานเพียง 7 รายเท่านั้นที่ติดต่อผู้ใช้รายอื่นจริงๆ (*2)

ผู้ใช้งานหลายๆรายคงจะกังวลในเรื่องต่อไปนี้ ทำให้ลังเลที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ

  • อีกฝ่ายจะอยากร่วมมือกับตนจริงๆหรือไม่?
  • อีกฝ่ายจะเห็นคุณค่าของความรู้และประสบการณ์ของตนหรือไม่?
  • อีกฝ่ายคาดหวังอะไรจากตน?

ความกังวลเหล่านี้ คงเป็นสิ่งที่ทุกคนเคยรู้สึกอยู่บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหม

ไม่เพียงแค่ในการสร้างนวัตกรรมทางสังคมเท่านั้น แม้แต่ในบริษัททั่วๆไป การที่พนักงานแต่ละคน "ไม่สามารถกระโจนเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่ได้ทันที" ก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสและเกิดผลกระทบต่อธุรกิจอย่างประเมินค่าไม่ได้

การเรียนรู้เรื่อง "ความสัมพันธ์ (Relationality)"

คำว่า "Relationality'' เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในปรัชญาและสังคมศาสตร์

หากแปลตรงตัว จะแปลได้ว่า "ความสัมพันธ์"

แม้ว่าอาจจะไม่มีคำจำกัดความเพียงอย่างเดียว แต่คำนี้เกิดจากมุมมองที่ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคมโดยกำเนิด และอัตลักษณ์ส่วนบุคคลนั้นถูกสร้างขึ้นผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เริ่มมีการนำวิชาเรียน "SEL (Socio-Emotional Learning - การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์)"' มาทดลองสอนในสถานศึกษาหลายแห่งทั่วโลก (*3)

ในวิชาเรียนนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ที่จะสร้างความเป็นตัวเองผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ปัจจุบัน เริ่มมีการตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้นว่า การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ "ความถนัดในการสื่อสาร" เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต และยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นตัวเอง

Robert Waldinger ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชและผู้รับผิดชอบฝ่ายวิจัยการพัฒนาในผู้ใหญ่ของ Harvard Medical School กล่าวถึงคำว่า "Social finess" โดยให้คำอธิบายดังนี้

"ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนก็ต้องการ "การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง" เช่นเดียวกับการไปยิมที่ไปเพียงครั้งหรือสองครั้งก็ไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งทางกายได้" (※4)

แล้วจะทำให้การสร้างความสัมพันธ์ใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้อย่างไร?

ครั้งหนึ่ง Adam Seth Levine ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจ

เขาทำการทดลองโดยแนะนำผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้รู้จักกับนักสร้างนวัตกรรมทางสังคมจำนวน 456 คน (※5)

ในหน้าประวัติของผู้เชี่ยวชาญท่านนั้น นอกเหนือจากข้อมูลภูมิหลัง ความสามารถ และทักษะของเขาแล้ว เมื่อเพิ่มข้อความเกี่ยวกับ "การทำงานร่วมกัน (Collaboration)" และ "ความสัมพันธ์" ซึ่งบอกกล่าว "สิ่งเขาต้องการสร้างร่วมกับผู้อื่น" เข้าไป ก็มีอัตราการตอบกลับเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า และสามารถสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันได้มากขึ้นกว่าเดิม

คนเรามีความกังวลไม่มากก็น้อยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และพวกเขาจะสามารถเข้ากันได้ดีหรือไม่

ดังนั้น การที่อีกฝ่ายเปิดเผยความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่ต้องการรู้จักและสื่อสารกัน ทำให้รู้ว่า "คนที่อยู่ตรงหน้า ตั้งใจจะมีความสัมพันธ์กับตนแบบใด'' จะทำให้ก้าวแรกสู่การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ง่ายขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินที่จะจินตนาการ

คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ด้วยตนเองโดยไม่ลังเลได้หรือไม่?
คุณจะเติบโตผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร?

ความสัมพันธ์ (Relationality) มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็น "หัวข้อการเรียนรู้" ที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้สำหรับผู้นำหลังจากนี้

ที่ผ่านมา คุณสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนใหม่ๆอย่างไร?
มีวิธีที่ดีกว่าวิธีที่ทำอยู่หรือไม่?

  • ตอนนี้ คุณอยากร่วมงานกับใคร?
  • คุณอยากสร้างความสัมพันธ์อย่างไรกับอีกฝ่าย (กรุณาคิดอย่างเป็นรูปธรรม)?
  • คุณจะสื่อสารความตั้งใจของคุณให้อีกฝ่ายทราบอย่างไร?

【References】
※1 John Kania, Junious Williams, Paul Schmitz, Sheri Brady, Mark Kramer, Jennifer Splansky Juster “Centering Equity in Collective Impact”, Stanford Social Innovation Review, Winter 2022
※2 Adam Seth Levine “How to Foster Collaborative Relationships“, Stanford Social Innovation Review, Summer 2022
※3 Taylor RD, Oberle E, Durlak JA, Weissberg RP. “Promoting Positive Youth Development Through School-Based Social and Emotional Learning Interventions: A Meta-Analysis of Follow-Up Effects“, Child Dev. 2017
※4 Robert Waldinger, Marc Schulz. “THE GOOD LIFE: Lessons from the World's Longest Study on Happiness”, Random House UK Ltd. 2023
※5 Adam Seth Levine “How to Foster Collaborative Relationships“, Stanford Social Innovation Review, Summer 2022

*Regardless of profit, non-profit or intranet, secondary use such as copying, diversion, selling etc. is prohibited without permission.

Language: Japanese

Please feel free to contact us regarding organizational coaching, organizational research or global resources development

Read More Articles

Send by e-mail Copy the link
Copied Copy failed